ฌาน คือ การเพ่ง การฝึกจิต การอบรมจิต ตามปกติจิตของมนุษย์ทั่วๆไปที่ไม่ได้รับการฝึกย่อมวุ่นวาย ร้อนรน ไม่เป็นสุข ไม่มีพลัง ไม่มีอำนาจ ไม่ควรแก่การงาน
             จิตที่ฝึกดีแล้ว อบรมดีแล้ว บังคบดีแล้ว เพ่งดีแล้ว ย่อมไม่วุ่นวาย ไม่ร้อนรน เป็นสุข มีพลัง มีอำนาจ ควรแก่การงาน
     การฝึกจิตหรือการอบรมจิต จิตจะสงบเป็นฌาน ต้องกำจัดนิวรณ์ที่เป็นเครื่องกั้นจิต เป็นสิ่งที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุณาน และการจะกำจัดนิวรณ์ได้ ต้องมีศีลให้บริสุทธิ์เสียก่อน นิวรณ์นั้นมี ๕ ประการ คือ

  • กาม คือ ความกำหนัด
  • พยาบาท คือ ความคิดร้าย ความขัดเคืองแค้นใจ
  • ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่ ความง่วงเหงาซึมเซา
  • อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความร้อนรนใจ
  • วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย
   

ฌาน มี ๒ อย่าง คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔


รูปฌาน
มี ๔ คือ:-

  • เมื่อละอกุศลธรรม (นิวรณ์) แล้วย่อมบรรลุ ปฐมฌาน อันมี วิตก, วิจาร (ความนึกคิดที่เป็นกุศลธรรม)
  • เมื่อละวิตก วิจาร แล้วย่อมบรรลุ ทุติยฌาน อันมี ปีติ (ความอิ่มใจ, ความดื่มด่ำในใจ)
  • เมื่อละปีติ แล้วย่อมบรรลุ ตติยฌาน อันมี สุข
  • เมื่อละสุข แล้วย่อมบรรลุ จตุตถฌาน อันมี อุเบกขา และจิตเป็นหนึ่ง
        ฌานแต่ละชั้นต้องฝึกปฏิบัติจนชำนาญเสียก่อน จึงค่อยเลื่อนขั้นต่อๆไป เมื่อบรรลุ จตุตถฌาน ปฏิบัติจนชำนาญดีแล้ว เป็นจตุตถฌานอย่างประณีต จิตย่อมมีพลังมีอำนาจ ควรแก่การนำไปใช้งาน คือ วิชชา ๓, วิชชา ๘, หรืออภิญญา ๖
       รูปฌานทั้ง ๔ นี้ ถ้าผู้ปฏิบัติได้ฌานใด อย่างเลว, อย่างกลาง, หรืออย่างประณีต เมื่อสิ้นชีวิตในขณะนั้น ย่อมไปเกิดเป็นรูปพรหมตามอำนาจฌานนั้นๆ และรูปพรหมนั้นก็มีอยู่หลายชั้นมาก

อรูปฌาน มี ๔ คือ:-
        เมื่อชำนาญในรูปฌานดีแล้ว หากปรารถนาฌานที่มีความประณีตยิ่งขึ้น พึงละความกำหนดหมายในรูป (รูปสัญญา) ซึ่งยังหยาบไม่ประณีตพอ

  • เมื่อเพ่งความว่างอันไม่มีสิ้นสุด ย่อมบรรลุ อากาสานัญจายตนะฌาน
  • เมื่อวิญญาณอันไม่มีสิ้นสุด ย่อมบรรลุ วิญญาณัญจายตนะฌาน
  • เมื่อเพ่งความไม่มีอะไรๆ ย่อมบรรลุ อากิญจัญญายตนะฌาน
  • เมื่อเพ่งความไม่มีอะไรละเอียดยิ่งขึ้น ย่อมบรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน
      ผู้บรรลุ อรูปฌาน ย่อมเสวยสุขยิ่งกว่า รูปฌาน ตามลำดับชั้นขึ้นไป ผู้ได้อรูปฌานชั้นใด และสิ้นชีวิตในอรูปฌานนั้นย่อมไปเกิดเป็น อรูปพรหม (พระพรหมที่ไม่มีร่างกายมีแต่จิต)ชั้นนั้นๆ