ครั้งหนึ่งไปเร่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง กลางวันค้าขายกลางคืนเที่ยวหาความสำราญเสร็จแล้วจึงกลับมานอน เมื่อนอนหลับก็ฝันร้าย ทั้งๆ ที่มีเงินเป็นปึก ๆ ทุกวันแต่ไม่มีความสุขใจเลย มีแต่ความเร่าร้อน, สะดุ้งหวาดหวั่น, วิตกกังวลสารพัด วันหนึ่งขณะที่ลงมาจากห้องพักมานั่งดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่ร้านค้า ใต้ถุนโรงแรม ใกล้ ๆ บันไดมีพวกกรรมกรสามล้อนั่งจับกลุ่มเล่นหมากรุกกันอยู่ส่งเสียงดังเฮ ๆ

 
 


            ในกลุ่มนั้นมีชายแก่ชาวจีนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งผมหงอกขาวหมดศีรษะผิวขาวมีเลือดฝาดสมบูรณ์ ร่างกายกำยำทะมัดทะแมง รูปร่างได้สัดส่วนสง่างามนุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ แต่สะอาดยืนเอามือท้าวหัวเข่าดูเขาอยู่พร้อมกับครวญเพลงจีนหงิง ๆ อย่างอารมณ์ดี ฉันมองดูชายแก่ผู้นั้นด้วยความสนใจ คิดว่าคนๆนี้ช่างมีความสุขจริง เราซิไม่มีอารมณ์อย่างนั้นเลย สักครู่หนึ่งเขาได้เดินไปยังหาบกระจาดที่วางอยู่ใกล้ๆในกระจาดมีปูนบ้าง,ทรายบ้าง,ขี้เถ้าบ้าง,แกลบและเกรียงบ้างยกใส่บ่าหาบออกไป ฉันจึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนรับจ้างซ่อมเตาอังโล่ ได้คิดอยู่ในใจว่า " เขายากจนกว่าเรา หากินด้วยความยากลำบากกว่าเรา แต่ไฉนเขาจึงมีจิตใจผ่องใส ส่วนเรามีเงินแต่งตัวดีแต่กลับเศร้าหมอง? "

 
 

           เมื่ออายุ๒๐ปีจะต้องไปเกณฑ์ทหาร มาย้อนระลึกถึงสมัยเมื่อยังเป็นเด็กเล็กเคยเห็นปกสมุดทำเป็นตาตะราง ตารางแต่ละช่องมีรูปทหารของชาติต่างๆ แต่งตัวไม่เหมือนกันสะพายอาวุธและถือธงประจำชาติต่างๆ เกิดความคิดในขณะที่เป็นเด็กเล็กนั้นว่า " มนุษย์ในโลกนี้ทำไมต้องแบ่งเป็นชาติต่างๆทำไมต้องมีทหารไว้รบกัน ทำไมต้องรบกัน? " ต่อมาเมื่อฉันเป็นผู้ใหญ่แล้วมีความคิดละเอียดขึ้นอีกว่าเพราะผู้นำสูงสุดของประเทศมีกิเลสตัณหาเกิดความขัดแย้งกัน, ทะเลาะกันแล้วก็ออกกฏ-หมายบังคับให้ราษฎรต้องเป็นทหารไปรบกัน โดยอ้างอุดมการณ์สารพัด ปลุกใจให้ฮึกเหิมแล้วก็พากันไปตายทั้งๆที่ทหารของแต่ละฝ่ายไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยโกรธไม่เคยเกลียดชังกันมาก่อนเลย ควรพิจารณาว่า " มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ต่างก็เป็นเพื่อนร่วมเกิด,ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ ร่วมตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น "

            อาวุธที่ใช้ประหัตประหารกันนั้ยราคาแพงลิบลิ่วซึ่งได้มาจากภาษีของราษฎรแทนที่จะเอาเงินภาษีไปทำประโยชน์ด้านอื่นที่ยังขาดอยู่และจำเป็นมาก เช่น โรงเรียน, โรงพยาบาล, ถนน, สะพาน ฯลฯซึ่งเป็นประโยชน์ทางสันติ ทหารที่ไปรบกันที่รอดตายก็บาดเจ็บ พิการมากมาย กำลังนอนหยอดน้ำข้าวต้มทางสายยาง โดยเจ้าตัวหมดความรู้สึกใดๆ จนตลอดชีวิตก็มี แขนขาด, ขาขาด, พิการหลากหลายรูปแบบอยู่ในโรงพยาบาลทั่วประเทศเห็นแล้วสยดสยอง ก็ต้องเงินภาษีอีก นั่นเองที่เอาไปบำรุงเลี้ยงคนเหล่านี้ โดยใช้คำปลอบประโลมว่า " ผู้กล้าหาญ ผู้มีเกียรติ "

            การรบฆ่าฟันกันเป็นเรื่องของคนยุคป่าเถื่อนดึกดำบรรพ์ที่ยังโง่อยู่ คนและมนุษย์ยุคปัจจุบันเป็นอารยชนเป็นผู้พัฒนาแล้วต่างก็รังเกียจการฆ่าฟันด้วยกันทั้งนั้น เพราะผิดธรรม ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่อาจยอมรับได้ ประเทศไหนจะเป็นเจ้าโลกจะครอบครองโลกก็ครองไป ยอมเขาไป ให้เขาไป แผ่นดินทั้งหลายก็ยังอยู่ที่เดิมในโลกนี้เองไม่มีใครเอาไปไหนได้ แม้ผู้มีอำนาจ คนนั้นไม่กี่วันก็ตาย. ถ้าโลกนี้เป็นประเทศเดียวกันปัญหาทุกอย่างก็ยุติ


             ขณะนั้นการค้าขายกำลังดำเนินไปด้วยดี เมื่อเห็นความไม่เป็นสาระของทหารเห็นโทษของทหารดังนี้แล้วไม่อยากเป็นทหารเอามาก ๆ เมื่อใกล้จะถึงวันเกณฑ์ทหารฉันจึงแสวงหาที่พึ่งทางใจ ได้ไปไหว้พระขอพรตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อันมีวัดพระแก้วแห่งหนึ่งและวัดอื่น ๆ อีก ๒-๓ แห่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากเพียงซื้อดอกไม้ธูปเทียนจากสถานที่นั้นกำหนึ่งไปบูชาพระพุทธรูปและเอาเงินหยอดตู้บริจาคเท่านั้น

             ขณะนั้นการค้าขายกำลังดำเนินไปด้วยดี เมื่อเห็นความไม่เป็นสาระของทหารเห็นโทษของทหารดังนี้แล้วไม่อยากเป็นทหารเอามาก ๆ เมื่อใกล้จะถึงวันเกณฑ์ทหารฉันจึงแสวงหาที่พึ่งทางใจ ได้ไปไหว้พระขอพรตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ อันมีวัดพระแก้วแห่งหนึ่งและวัดอื่น ๆ อีก ๒-๓ แห่งก็ไม่ได้ทำอะไรมากเพียงซื้อดอกไม้ธูปเทียนจากสถานที่นั้นกำหนึ่งไปบูชาพระพุทธรูปและเอาเงินหยอดตู้บริจาคเท่านั้น

 

           ฉันออกจากบ้านมานานไม่เคยคิดถึงญาติพี่น้อง ทั้งไม่ส่งข่าวคราวรู้สึกตัวชัดว่า " เป็นคนใจดำ " เป็นเหมือนคนไร้ญาติขาดมิตรแต่ก็ทำใจแข็ง ขณะที่พักตามโรงแรมต่าง ๆ เมื่อพบกับเจ้าของโรงแรมมักเห็นแววตาที่มีเมตตา ปราถนาดี รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่ญาติ เหมือนอยู่ในบ้านของเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าความรู้สึกนี้ได้มาเพราะมีเงินจ่ายให้เขาเท่านั้น แต่ก็เป็นสิ่งจำยอม. เมื่อจากไปแล้วก็ยังคิดถึงโรงแรมที่เคยพักอาศัยและอยากกลับไปพักอีก จะเป็นอย่างนี้เกือบทั้งหมด หรือเป็นธรรมดาของเจ้าของโรงแรมและพนักงานจะต้องมีใจรักและมีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า, ต่อแขกที่มาพักอยู่แล้ว

            ครั้งหนึ่ง ณ โรงแรมแห่งหนึ่งฉันได้พบหนังสือธรรมเล่มบาง ๆ เล่มหนึ่งจำได้ว่ามีปกสีเขียว ว่างอยู่บนโต๊ะในห้องพัก หยิบมาอ่านดูมีชื่อเรื่องว่า " จูฬกัมวิภังค์สูตร " เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนสาเหตุที่ทำให้คนเราเกิดมาแตกต่างกัน เช่น บางคนเกิดมาสวย บางคนเกิดมาไม่สวย บางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาจน เป็นต้นซึ่งเขาก็คัดลอกมาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก เมื่ออ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนได้พบแสงสว่าง แต่ก่อนไม่เคยรู้เรื่องอย่างนี้เลย สันดานตัวเรามีแต่ความขี้โลภ ขี้โกรธ ตระหนี่ถี่เหนียว อิจฉาริษยา นิสัยไม่ดีทั้งหลายมีครบ เมื่ออ่านพระสูตรนี้แล้วเชื่อทันที เข้าใจ หมดความสงสัย เปลี่ยนนิสัยสันดานทันที เมื่ออ่านจบแล้วมีความชื่นชม ปลื้มปีติแล้ววางไว้ที่เดิมเพื่อให้ผู้อื่นได้อ่านได้รู้สิ่งที่มีประโยชน์อย่างนี้บ้าง

            ตลอดเวลาที่พักตามโรงแรม ของใช้บางอย่าง เช่น ผ้าขนหนูเช็ดตัว ผ้าห่มนอนของโรงแรมฉันจะไม่ใช้ จะมีของส่วนตัวติดตัวไปเสมอซึ่งเป็นอย่างบางเบาเหมาะแก่การเดินทาง. สมัยก่อนน้ำดื่มของโรงแรมจะใช้ขวดแก้วเก่ากรอกน้ำใหม่แช่ตู้เย็นจ่ายให้แขก ไม่มีขวดน้ำสำเร็จรูปเหมือนปัจจุบัน ฉันไม่แตะต้อง ถ้าต้องการใช้จะเอาเศษกระดาษรองมือจับ เพราะกลัวติดโรคจากคนร้อยพ่อพันแม่ที่มาจากทุกสารทิศ ไม่รู้ว่าใครดีใครชั่ว ใครเป็นโรคอะไรมาบ้าง

 

             เมื่ออยู่ในวัยหนุ่มจะไม่เล่นหูเล่นตากับสตรี เพราะกลัวเขาจะผูกมัดให้สิ้นอิสระภาพ จะไม่คบคนที่เป็นนักเลงหรือคนที่พูดจาไม่สุภาพ จะเลือกคบคนที่มีศีลธรรมพูดจาสุภาพซึ่งทำให้ได้รับคำแนะนำที่ดี ๆ ที่จำเป็นต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันทำให้เอาตัวรอดมาได้ไม่ตกไปสู่ที่ชั่ว

            ตั้งหน้าตั้งตาค้าขายมานาน แต่ก่อนนี้เคยคิดว่า " ถ้าเรามีเงินไม่กี่ร้อยบาทก็จะดีใจและพอใจ " เดี๋ยวนี้มีเงินเป็นกอบเป็นกำ กลับไม่พอใจมีแต่ความโลภมากอยากได้ยิ่งขึ้น อยากเป็นเศรษฐี เคยคิดจะไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมญาติสักทีแต่ก็คิดว่า " ให้รวยกว่านี้ก่อนเถอะ " ผลัดผ่อนมาตลอด ขณะที่มีเงินมีทองไม่เคยส่งไปให้พ่อให้พี่หรือให้ผู้มีพระคุณใดๆ เลย เคยเห็นอาซิ้มอาซ้อเขายังไปวัดไปทำบุญทำกุศลในวันตรุษวันสารทวันเทศกาลสำคัญๆ แต่ตัวเราไม่เลยกลัวขาดรายได้ ตั้งใจจะเอาเงินเขาอย่างเดียวไม่ยอมทำบุญทำกุศลให้เกิดศิริมงคลแก่ชีวิต สันดานตระหนี่มีมาก

             ต่อมาชีวิตเริ่มตกต่ำ กิจการชักไม่เจริญ ชักมีอุปสรรค มีเหตุอันไม่คาดคิดทำให้เสียทรัพย์อยู่บ่อย ๆ ออกจากบ้านมา ๙ ปี ถึงคราวชีวิตตกต่ำหนัก อยากเป็นเศรษฐียิ่งทะเยอทะยานกิจการยิ่งแย่มีเหตุให้เป็นไปต่าง ๆ นานา เปลี่ยนกิจการหลายอย่างก็ยิ่งเลวลงจนเหลือทุนอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งไม่มากนักได้ไปเช่าหอพักอยู่ในกรุงเทพฯ โดยไม่ทำอะไรได้แต่มองหาลู่ทางอยู่ จะอยู่ที่ไหนก็ไม่สบายใจ ไม่เป็นสุข มักเปลี่ยนที่อยู่บ่อย แต่ละแห่งอยู่เพียง ๑-๒ เดือน วันหนึ่งมีความคิดขึ้นมาว่า " บ้านก็ต้องเช่า ข้าวก็ต้องซื้อ, จะกิน, จะนอน,จะอุจจาระ,จะปัสสาวะก็ต้องเสียเงินทั้งนั้น มีอะไรบ้างที่เป็นของเรา มีอะไรบ้างที่ไม่ต้องเสียเงินแลก? "

     
 
 

             ชีวิตขณะนั้นรู้สึกมืดตื้อ เป็นลักษณะเสี่ยงดวง ตอนเช้ารับประทานอาหารเสร็จก็ออกไปเที่ยว อยากดูอะไรอยากเห็นอะไรก็ไปดูไปเห็นไปสัมผัสแต่ก็รู้จักประมาณตน ขณะที่ไปดูไปชมไปเที่ยวอยู่นั้นไม่มีความสุขเลยมีแต่ความเร่าร้อนอยู่ในอกในใจจนเย็นจนค่ำก็กลับไปนอน ก่อนนอนยังต้องออกไปตลาดโต้รุ่งหาอะไรรับประทานอีกรอบ ใช้ชีวิตอย่างนี้ทุกวันเป็นเวลาเกือบ ๑ ปี
             
             วันหนึ่งขณะที่ขึ้นรถเมล์ไปเที่ยวนั่งอยู่บนที่นั่งตอนหน้ารถตาก็ดูอะไรต่ออะไรไปเรื่อยใจก็คิดหาทางประกอบอาชีพการงาน รถแล่นจากทางบางขุนพรหมไปทางบางลำพู กำลังพิจารณาอาชีพที่ต่ำสุดไล่ไปถึงอาชีพที่สูงสุด  แล้วไล่จากสูงที่สุดไปต่ำที่สุดพิจารณา

ทวนไปทวนมาอยู่ครู่หนึ่งคิดว่า " เราจะทำอะไรดีหนอ " รถได้แล่นมาถึงสี่แยกบางลำพูติดไฟแดงอยู่ เวลานั้นเป็นเวลาสายแดดจ้าเต็มที่ทันใดก็เกิดแสงสว่างวาบสว่างกว่าแสงอาทิตย์จนเห็นอะไร ๆ เป็นสีเงินพร้อมกันนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า " เป็นพระ " ความรู้สึกก็ตอบรับขึ้นมาทันทีว่า "ใช่…ใช่แล้ว."
ทั้ง ๆ ที่แต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดเรื่องพระเรื่องเจ้าเลยขณะนั้นก็เกิดความสบาบอกสบายใจขึ้นมาทันทีแล้วก็ลืมเหตุการณ์นั้นเสียสิ้นไปเที่ยวต่อไป มาระลึก
ได้เอาเมื่อแก่
 

             หลายวันต่อมาขณะที่เดินอยู่ระหว่างสี่แยกบางลำพูไปทางโรงพิมพ์มหามงกุฏราชวิทยาลัยหน้าวัดบวรวิหาร เป็นเวลาบ่าย แดดร้อน อากาศร้อนอบอ้าว ในอกในใจก็ร้อน บนบาทวิถีมีผู้คนเดินขวักไขว่มากมาย ขณะนั้นเหลือบมองเห็นพระภิกษุองค์หนึ่ง เดินมาแต่ไกลจากทางโรงพิมพ์

             มหามงกุฏฯ ท่านเดินมาท่ามกลางผู้คนแต่ท่านเด่นกว่าใครเหมือนพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เพียงพบเห็นท่านเท่านั้น ความร้อนอบอ้าวจากอากาศภายนอกและความเร่าร้อนในอกในใจของฉันก็หายเป็นปลิดทิ้ง มีความสนใจในตัวท่านทันที ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่มรูปงาม หน้าตาผ่องใสยิ่งนัก ยิ้มนิด ๆ เดินมีตาทอดลง ตาไม่ล่อกแล่ก ไม่ถือร่ม ไม่ถือย่าม ไม่สวมรองเท้า กิริยาการเดินงามจริง เดินนิ่มนวลไม่กระตุก เคลื่อนไปได้เหมือนไม่ต้องออกกำลังอย่างการเดินของมนุษย์ทั่วไป เมื่อท่านเดินเข้ามาใกล้เห็นผิวของท่านนวลผ่องเนียนละเอียดสดใสขาวเหมือนงาช้าง ห่มจีวรสีเหลืองซีด ๆ เพราะความเก่าแต่สะอาดมีรอยปะเล็ก ๆ อยู่ ๒-๓ รอย ฉันเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจับจิตจับใจคิดว่าพระองค์นี้ต้องบรรลุสิ่งที่สูงที่สุดเป็นแน่ เมื่อท่านเดินสวนทางกันผ่านไปด้านหลังฉันแล้วฉันก็ยังหันไปมองอีกแล้วจึงเดินต่อไป มารู้สึกเสียใจและตำหนิตนเองว่า " เราไม่ได้ไหว้ท่าน " แล้วก็ลืมเหตุการณ์นั้นหมด ไปเที่ยวต่อไป

             " พระผู้เป็นเจ้าองค์นั้นเป็นใคร? เป็นมนุษย์ เป็นอมนุษย์ หรือเป็นพระอรหันต์มาปรากฏเพื่ออนุเคราะห์ลูกโดนเฉพาะ บัดนี้พระผู้เป็นเจ้าอยู่หนใด เป็นเวลานานนักหนาแล้วที่ลูกลืมเสียสนิท อะไรหนอมาบังดวงตาบังใจของลูก เพิ่งมาระลึกได้เอาเมื่อแก่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมใดที่ลูกได้ล่วงเกินท่าน ทำไม่ดีไม่งามกับท่านลูกกราบขอขมาขอพระผู้เป็นเจ้าจงงดโทษ ลูกขอยึดถือท่านว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก. "

   
 
 

            หลายวันต่อมาขณะที่เดินเล่นอยู่ในสวนลุมพินีเห็นมีหอสมุดจึงเข้าไปหาอ่านหนังสือ พบหนังสือพุทธประวัติเล่มหนึ่งซึ่งคัดลอกจากพระไตรปิฎก แต่ก่อนฉันเคยมีความสงสัยในองค์พระพุทธเจ้าอยู่ ๒ อย่างยังข้องใจมาเป็นเวลานาน คือ
            ๑. ที่ว่า " พระองค์ทรงเบิกบานเหมือนดอกบัว " นั้น ในเมื่อพระองค์ไม่มีอะไรไม่เอาอะไรแล้วจะเบิกบานได้อย่างไร คนจะเบิกบาน ควรมีทุกสิ่งทุกอย่างจึงจะถูก
            ๒. พระองค์ตรัสรู้ได้อย่างไร พระองค์คงไปนั่งนึก ๆ คิด ๆ แล้วคาดคะเนเอา สันนิษฐานเอาเหมือนนักวิทยาศาสตร์ หรือพวกนักนึกนักคิดอย่างนั้นหรือ ?

            จึงเปิดสารบัญดูเรื่องที่สงสัยดูเรื่องที่อยากรู้ก่อน ก็ได้พบว่าวัตถุกามและความทะเยอทะยานอยากเป็นต้นเหตุของความทุกข์เพราะต้องคอยกังวลต้องคอยดูแลรักษาย่อมอยู่เป็นสุขไปไม่ได้ และพบว่าพระพุทธองค์ทรงบรรลุฌาน ๑-๔ ก่อนแล้วบรรลุวิชชา ๓ มีระลึกชาติได้ เป็นต้นจึงทราบว่าพระองค์ไม่ได้นึก ๆ คิด ๆ เอาอย่างที่เข้าใจ เมื่ออ่านเรื่องฌาน ๑-๔ ว่าเป็นอย่างไร การระลึกชาติได้เป็นอย่างไร ตาทิพย์เป็นอย่างไร รู้สึกตื่นเต้นเกิดความสนใจอย่างยิ่งแต่ก่อนไม่เคยรู้เรื่องอย่างนี้มาเลย เหมือนได้พบแสงสว่าง หายตามืดมัว มีความเชื่อสนิทและกระหายอยากจะศึกษาค้นคว้าให้ยิ่งขึ้นไป

            หลังจากนั้นก็เลิกเที่ยวเตร่ ตอนเช้าใส่บาตรพระหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ไปตามห้องสมุดต่าง ๆ หาหนังสือธรรมอ่าน คราวนี้ได้อ่านหนังสือธรรมของอาจารย์ต่าง ๆ แล้วเกิดความลังเลสงสัยขึ้นมาอีก เพราะคำสอนของแต่ละอาจารย์ไม่เหมือนกันว่ากันไปคนละทิศคนละทาง คำสอนขัดแย้งกัน แต่ละอาจารย์ว่าเอาเองตามความพอใจของตนตามความเชื่อและทิฐิของตนหากฏหาเกณฑ์อะไรไม่ได้ ทีนี้ฉันจึงเข้าหอสมุดแห่งชาติที่ท่าวาสุกรี เข้าห้องศาสนามีเรื่องเกี่ยวกับศาสนาต่าง ๆ คัมภีร์ของศาสนาต่าง ๆ อย่างมากมายสามารถค้นคว้าได้อย่างเต็มที่ ในที่สุดได้พบพระไตรปิฎกอันเป็นที่รวมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระศาสดา เป็นหลักฐานชั้นที่ ๑ ของพระพุทธศาสนา อ่านแล้วรู้สึกว่า " เราได้พบจักรวาลแห่งศาสตร์อันยอดเยี่ยมหาศาสตร์ใด ๆ เสมอมิได้อีกแล้วพบคำสอนอันถูกตรงแล้ว พบแก่นแท้แห่งคำสอนแล้ว " ตั้งแต่นั้นมาคำสอนของบรรดาอาจารย์ต่าง ๆ พอกันที ทิ้งไปเลยไม่เอาอีก แล้วตั้งหน้าตั้งตาอ่านแต่พระไตรปิฎกอย่างเดียวไม่เชื่อผู้ใดอีก นับตั้งแต่วันนั้นก็ไปอ่านพระไตรปิฎกที่นั่นทุกวันประมาณ ๒-๓ เดือนจนรู้มากเข้าใจลึกซึ้ง ได้อ่านเรื่องการสร้างบารมีในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาอยากบำเพ็ญตนอย่างพระโพธิสัตว์ คือ ปรารถนาพุทธภูมิอย่างพระพุทธองค์บ้าง

 
          
หน้าแรก I ประวัติหลวงพ่อเกษตร I วัดเขาหินเทิน I ภาพกิจกรรมวัดเขาหินเทิน I ธรรมะโดยหลวงพ่อเกษตร I กระดานกระทู้ธรรม l ติดต่อกับเรา
Copyright © 2003  Wat Khaohinturn All rights reserved
Designed & Managed by : flmonline.net